Home  //  งานวิชาการ เอกสารสัมมนาวิชาการ
มีข้อผิดพลาด
  • Duplicate entry '528235' for key 'PRIMARY' SQL=INSERT INTO jos161_vvisitcounter ( tm, ip, data ) VALUES ( unix_timestamp(NOW()) , UNHEX(SHA1('54.144.84.155')) , NULL )

รองศาสตราจารย์ ดร. จุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต

คณะภาษาและการสื่อสาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

บทคัดย่อ: บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดและแนววิถีทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารที่เรียกว่า การสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วม (Participatory Communication)โดยเชื่อมโยงกับกรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันประกอบด้วยแนวคิดว่าด้วยหลักการแห่ง “สามห่วง สองเงื่อนไข”ซึ่งสามห่วงดังกล่าวหมายถึง การมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันและการยึดเอาทางสายกลางเป็นสรณะแห่งชีวิต ทั้งนี้จำต้องที่ทั้งสามห่วงพึงตั้งอยู่บนเงื่อนไขแห่งคุณค่าสองประการ ได้แก่ “ความรู้คู่คุณธรรม” อนึ่ง บทความนี้ขอนำเสนอการสื่อสารในฐานะเป็น “เงื่อนไขภายในตัวเอง” ภายใต้กรอบเศรษฐกิจพอเพียงของนักสื่อสารพัฒนาอันจะนำไปสู่ความสมดุลและยั่งยืนของการพัฒนาชุมชน ทั้งนี้ มีการสังเคราะห์แนวคิดในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติเชิงวิพากษ์รวมเจ็ดประการในประเด็นภายใต้ “สื่อสารแบบมีส่วนร่วมอย่างไรที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน”

Abstract: This article discusses the theoretical frameworks and approaches to the notion of Participatory Communication (PC) in association with Sufficiency Economy Philosophical Framework, comprising the three overlapping cores of philosophical principles in relation to the two imposed conditions.  The said three cores involve the conceptions of Moderation, Immunization, and Reasonableness, which need to be underpinned by or situated upon the two related conditions: Knowledge and Morality. This article specifically proposes to look at participatory communication as the “Intrinsic condition” under the rubric of Sufficiency Economy Philosophy for the attainment of the well balanced and sustainable community development. The seven guidelines on “How to communicate in an imbalanced and non-sustainable way” are critically synthesized and discussed accordingly.

แนวคิดหลัก: การมีส่วนร่วม การสื่อสารเพื่อการพัฒนาแบบเน้นการมีส่วนร่วม การสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วม วงจรการปฏิบัติการและสะท้อนความคิดเชิงระบบ

Key Words: Participation, Participatory Development Communication (PDC), Participatory Communication (PC), The Action-Reflection Praxis

เกริ่นนำ (Introduction)

การมีส่วนร่วมนั้นนับว่าเป็นทั้งเป้าหมายและเครื่องมือในการพัฒนาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย หากมองในระดับมหภาค การเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี พ.ศ. 2558 ที่มีคำขวัญคือ หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม (One Vision, One Identity, One Community) และการกำหนดกฎบัตรอาเซียนอันประกอบด้วยประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียนนั้นจะพบว่าในเชิงของหลักการและแนวปฏิบัตินั้น ส่วนหนึ่งจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและการปรับตัวเตรียมความพร้อมของชุมชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,2554)หากมองในระดับประเทศ ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) ระบุว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนไว้ในส่วนที่ 10 แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน มาตรา 87 และหมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 287 โดยกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบ ให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่และส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เน้นการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมว่าเป็นทั้งแนวคิดหลัก ทิศทางของการพัฒนาประเทศ พันธกิจและยุทธศาสตร์การพัฒนาของแผนพัฒนาฯ โดยเฉพาะการเสริมพลัง (Empowerment) ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเป็นภาคีการพัฒนาในกระบวนการพัฒนา การเพิ่มทางเลือกการใช้ชีวิตในสังคมและการมีส่วนในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างมีศักดิ์ศรี อีกทั้งการมีส่วนร่วมในกระบวนการการตัดสินใจในการพัฒนาประเทศทั้งในระดับชุมชน ระดับภาคและระดับประเทศซึ่งจะนำไปสู่ประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของสังคมไทยโดยยึดมั่นในหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และ “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, อ้างแล้ว) อนึ่ง ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงแนวคิดว่าด้วยการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมอันเนื่องมาจากว่าทั้งการมีส่วนร่วมและการสื่อสารเองถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการพัฒนา ในขณะที่การมีส่วนร่วมนั้นสามารถสร้างความเข้าใจ ความสัมพันธ์ติดต่อเชื่อมโยงและการสร้างพันธกิจร่วมกันจนนำมาซึ่งการประสานพลัง (Synergies) ของกลุ่มภาคีพัฒนาในทุกภาคส่วนซึ่งหากปราศจากบทบาทของการสื่อสารแล้วก็ยากที่จะทำให้การประสานพลังดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้อย่างสมดุลและยั่งยืน         

ความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารและการพัฒนาชุมชนภายใต้กรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ก่อนที่จะกล่าวถึงการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วม จะขอกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารและการพัฒนาชุมชนภายใต้กรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากมุมมองเชิงอัตวิสัยของผู้เขียนบทความภายใต้กรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล ระบบภูมิคุ้มกันบนฐานแห่งความรู้ควบคู่คุณธรรมนั้นเน้นแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ รวมทั้งการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ (เกษม วัฒนชัย, 2548)จึงนับเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยและพึงได้รับการส่งเสริมสนับสนุนและขับเคลื่อนอย่างแท้จริงในสังคมไทย (ประเวศ วะสี, 2542)ซึ่งสามห่วงอันได้แก่ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันและการใช้ชีวิตบนทางสายกลางนั้นจำต้องตั้งอยู่บนฐานแห่งสองเงื่อนไข ได้แก่ “ความรู้คู่คุณธรรม”ซึ่งในบทความนี้ต้องการนำเสนอแนวคิดของการสื่อสารในฐานะ “เงื่อนไข” ที่จำเป็นหรือฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็คือ ภายใต้การพัฒนาชุมชน (Community Development) นั้น การสื่อสารเปรียบได้ดั่งฐานแห่ง “ความรู้คู่คุณธรรม”อันควรยึดเป็นหลักการของนักสื่อสารการพัฒนา

อนึ่ง แนวคิดดังกล่าวของผู้เขียนบทความนั้นได้มาจากการประมวลแนวคิดจากนักวิชาการสายการสื่อสารการพัฒนาหลายท่าน โดยจะขอเริ่มจาก Freire (2005)ได้กล่าวว่า อันเนื่องมาจากว่า นักสื่อสารการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องเป็นผู้ที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (The Enabler of Change) ต่อชุมชน นักสื่อสารการพัฒนาจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การสื่อสารนั้นเป็นการสนทนาที่เน้นการตั้งประเด็นปมปัญหาต่างๆและทางออกของปัญหาระหว่างกลุ่มต่างๆที่ควรต้องเข้าสู่ วงจรของการลงมือปฏิบัติการและการสะท้อนความคิดเห็นร่วมกันอย่างเป็นระบบ” หรือที่เรียกว่า “The Action and Reflection Praxis 

นอกจากนี้ Dervin & Frenette (1990) ได้กล่าวว่า ขั้นตอนแรกของการพัฒนาชุมชนผ่านการสื่อสารนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีการตรวจสอบองค์ความรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนนักพัฒนาหรือนักวิจัยที่เกี่ยวข้องที่มักพึ่งพากรอบชุดขององค์ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Knowledge)ใดๆในการพัฒนาก่อนเข้าพื้นที่ที่ต้องการพัฒนา ทั้งนี้ โดยอาจมองข้ามความสำคัญของชุดความรู้ในท้องถิ่น (localized knowledge)ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรเปิดรับฟังและยกระดับองค์ความรู้ต่างๆที่สถิตอยู่ในตัวบุคคล ผู้นำชุมชน ลูกบ้านที่มิใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือที่เรียกว่า “Non-Expert Knowledge” อย่างแท้จริงเพราะชุมชนแต่ละแห่งมีอัตลักษณ์แห่งชุมชนที่แตกต่างกันไปตามบริบททางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและการเมือง การเหมารวมว่าการสื่อสารจะใช้รูปแบบเดิมๆแบบการกระจายเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากบนลงล่าง (top-down) นั้นไม่ใคร่มีประสิทธิภาพในโลกที่ประชาชนกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับข้อมูลและบริโภคข้อมูล (Informed People)มากกว่าในยุคเดิมมาก นอกจากนี้ การพัฒนากลยุทธ์ในการพัฒนาและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งการเข้ามามีส่วนผลักดันขับเคลื่อนของชุมชน (Community involvement) ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดด้วยเช่นกัน นักพัฒนา นักสื่อสารหรือนักวิจัยควรทบทวนบทบาทหน้าที่และความเข้าใจว่าการสื่อสารสู่ชุมชนที่แท้จริงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนจริยธรรมอันดีงาม (Ethics-based) ในการเปิดรับฟังและส่งข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชม ทั้งนี้  McGuire (1980) กล่าวว่า นักสื่อสารควรทำการวิเคราะห์จริยธรรมของตนในเชิงรสนิยมอันดีงาม (Axiological Analysis)ในการสื่อสารว่าสิ่งที่จะสื่อสารออกไปยังชุมชนใดๆต้องไม่ทำร้ายชุมชน (means no harms to community) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งที่แบบตั้งใจและไม่ตั้งใจจึงจะถือว่าเป็นการสื่อสารชุมชนที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการชุมชน (Community Organizing)นั้นก็จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารที่เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ Freire (อ้างแล้ว)ได้กล่าวถึง การจัดการชุมชนผ่านการสื่อสารนั้นว่าสามารถแบ่งออกได้เป็นสามระยะหลักซึ่งเป็นประเด็นที่นักสื่อสารจำเป็นต้องมีความเข้าใจในเชิงองค์ความรู้และมีจริยธรรมอันดีในการปฏิบัติการ อันได้แก่ ระยะการแรกได้แก่ การปลุกให้ชุมชนตื่น (Awakening of the Community) โดยจำเป็นที่นักสื่อสารการพัฒนาจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและผู้นำชุมชน ต้องมีความเข้าใจในชุมชนแต่ละชุมชนและประเด็นต่างๆด้วยการสืบสอบค้นหาและการบูรณาการประเด็นต่างๆทางสังคมที่ปรากฏในแต่ละชุมชน มีการจัดตั้งกลุ่มหลักหรือองค์กรชุมชนและมีการฝึกอบรมและขับเคลื่อนสมาชิกชุมชน นักสื่อสารการพัฒนาจึงจำเป็นต้องนักจัดการชุมชนในการวางพื้นฐานการพัฒนาร่วมกับผู้นำหรือผู้ขับเคลื่อนหลักในชุมชนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติการการพัฒนา ระยะที่สอง ได้แก่การเสริมพลังให้อำนาจกับชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมเชิงรุก (People Empowerment through People’s Active Participation)ซึ่งในความเป็นจริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนักสื่อสารการพัฒนากระตุ้น ชี้นำและผลักดันชุมชนนั้นให้เข้ามามีส่วนร่วมเชิงรุกในการวางแผนโครงการ การลงมือปฏิบัติตามแผนและการประเมินเพื่อสามารถระบุประเด็นต่างๆที่กระทบการพัฒนาและชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริงและระยะที่สาม ได้แก่ การปรับโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจและการลดหลั่นทางอำนาจภายในชุมชน (Restructuring of Relationships of Power and Hierarchy within Community) ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมความเสมอภาคและการมีส่วนร่วมระหว่างหมู่สมาชิกอย่างยั่งยืน รวมทั้งการที่นักการสื่อสารพัฒนาจำเป็นต้องเตรียมการวางแผนและกระบวนการที่จะออกจากชุมชนภายหลังการพัฒนาสิ้นสุดลงด้วย

โดยสรุป ในบทความนี้ต้องการนำเสนอมุมมองของการสื่อสารเพื่อการพัฒนาชุมชนภายใต้กรอบของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะ “เงื่อนไขด้านความรู้ในฐานะเป็นการปฏิบัติการที่ตั้งอยู่บนความรู้คู่คุณธรรม” อันเนื่องมาจากว่าการสื่อสารถือเป็นส่วนขององค์ความรู้เชิงประยุกต์ของบทบาทนักสื่อสารในฐานะผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (The Enabler of Change)และเป็นทั้งการปฏิบัติการที่ตั้งอยู่บนคุณธรรม (Moral Act)ของนักการสื่อสารในการพัฒนาชุมชนผ่านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์นั้น เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีองค์ความรู้ในการบริหารจัดการกระบวนการการสื่อสาร การจัดการชุมชนที่เน้นการปลุกให้ชุมชนตื่น การเสริมพลังให้อำนาจผ่านการมีส่วนร่วมเชิงรุกและการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจและการลดหลั่นทางอำนาจภายในชุมชน และการตรวจสอบองค์ความรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนนักพัฒนาหรือนักวิจัยที่เกี่ยวข้องที่มักพึ่งพากรอบชุดขององค์ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Knowledge)ในด้านการพัฒนาก่อนเข้าพื้นที่ที่ต้องการพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดว่ามีความเหมาะสมกับบริบทแห่งการพัฒนาหรือไม่ ทั้งนี้ โดยไม่ควรมองข้ามความสำคัญของความรู้ในท้องถิ่น (localized knowledge)ที่สถิตอยู่ในกลุ่มประชาชนในท้องถิ่นหรือชุมชนนั้นๆ

นอกจากนี้  การพัฒนากลยุทธ์ในการพัฒนาและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งการมีส่วนร่วมในการผลักดันขับเคลื่อนโครงการพัฒนาใดๆของชุมชน (Community involvement)นั้นถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดหากนักพัฒนา นักสื่อสารหรือนักวิจัยนั้นมีความเข้าใจ การตระหนักรู้และสามารถทบทวนบทบาทหน้าที่และความเข้าใจว่าการสื่อสารสู่ชุมชนที่แท้จริงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนจริยธรรมอันดีงาม (Ethics-based) ในการเปิดรับฟังและการสนทนาสื่อสารข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชมและทุกภาคีแห่งการพัฒนา ทั้งนี้  นักสื่อสารควรทำการวิเคราะห์จริยธรรมของตนในเชิงรสนิยมอันดีงาม (Axiological Analysis)ในการสื่อสารว่าสิ่งที่จะสื่อสารออกไปยังชุมชนใดๆภายใต้การจัดการชุมชนนั้นจะต้องไม่ทำร้ายชุมชน (means no harms to community) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งที่แบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ

 

กรอบมโนทัศน์ว่าด้วยการมีส่วนร่วม ตัวแบบว่าด้วยการมีส่วนร่วมและการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วม (Participation, Participatory Model, and Participatory Communication: Conceptual Frameworks)

                  การมีส่วนร่วมนั้นนับว่าเป็นแนวคิดที่มีความหมายที่กว้างขวางทั้งในด้านคำจำกัดความ คุณลักษณะและวิธีการ หากแต่ในบทความนี้ ขอกล่าวอย่างชี้เฉพาะเจาะจงถึงการมีส่วนร่วมจากมุมมองของสำนักงานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, สำนักงานสภาสถาบันราชภัฎ และทบวงมหาวิทยาลัย (2546, หน้า 114) ว่า การมีส่วนร่วมหมายถึง การที่ประชาชนหรือชุมชนสามารถเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจ ในการกำหนด นโยบายพัฒนาท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในการรับประโยชน์จากบริการ รวมทั้งมีส่วนใน การควบคุมประเมินผลโครงการต่าง ๆ ของท้องถิ่น นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายของ การมีส่วนร่วมว่ามี 2 ลักษณะ คือ (1) การมีส่วนร่วมในลักษณะที่เป็นกระบวนการของการพัฒนาโดยให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการ ได้แก่ การร่วมกันค้นหาปัญหา การวางแผน การตัดสินใจ การระดมทรัพยากรและเทคโนโลยีท้องถิ่น การบริหารจัดการ การคิดตามประเมินผล รวมทั้งรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการและ (2) การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การส่งเสริมสิทธิและพลังอำนาจของพลเมืองโดยประชาชน หรือ ชุมชนพัฒนาขีดความสามารถของตนในการจัดการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม ควบคุมการใช้และการกระจายทรัพยากรของชุมชนอันจะก่อให้เกิดกระบวนการ และ โครงสร้างที่ประชาชนในชนบทสามารถแสดงออกซึ่งความสามารถของตนและได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนา ที่สำคัญเป็นการเปลี่ยนแปลงกลไกการพัฒนาโดยรัฐมาเป็นการพัฒนาที่ประชาชนมีบทบาทหลักโดยการกระจายอำนาจในการวางแผน จากส่วนกลางมาเป็นส่วนภูมิภาค เป็นการคืนอำนาจในการพัฒนาให้แก่ประชาชนให้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคต ของตนเอง

ที่สำคัญ ก่อนที่จะอธิบายถึงคำจำกัดความของการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมนั้น นับเป็นความสำคัญที่จะขอกล่าวถึง ตัวแบบว่าด้วยการมีส่วนร่วม(Participatory Model) จากมุมมองทางการสื่อสารว่า เมื่อกล่าวถึงการมีส่วนร่วมทางมโนทัศน์แห่งการสื่อสารจะเน้น “กรอบแนวคิดแห่งความเป็นพหุ” หรือ “The Framework of Multiplicity”ที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น (the Cultural Identity of Local Identities) ทั้งนี้ นับว่าสอดคล้องกับประเด็นแห่งการเชื่อมโยงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับวัฒนธรรมโดยศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2544, อ้างในจุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต, 2551) ที่ได้กล่าวไว้ว่าในการวิเคราะห์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสมควรมองจากมิติทางวัฒนธรรมด้วย โดยกล่าวไว้ชัดเจนว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เทคนิค แต่มีความหมายกว้างกว่านั้นมาก เพราะต้องรวมเอา 1) อุดมการณ์บางอย่าง 2) ความสัมพันธ์บางอย่าง 3) โลกทัศน์บางอย่าง 4) ค่านิยมบางอย่างอยู่ในนั้นด้วยจึงจะนับเป็นเศรษฐกิจพอเพียงที่แท้จริง ทั้ง 4 ประการคือการให้ความสำคัญกับประเด็นของวัฒนธรรมและการศึกษามิติแห่งวัฒนธรรมทั้งสี่ที่สถิตอยู่ในวัฒนธรรมต่างๆ หากแต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเน้นย้ำถึงการเชิดชูแนวคิดคู่ขนานว่าด้วยกระบวนการการทำให้เป็นประชาธิปไตยและการเน้นการมีส่วนร่วม (Democratization and Participation) ในทุกระดับของกระบวนการพัฒนาควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในระดับนานาชาติ ระดับชาติ ระดับชุมชนและระดับปัจเจกบุคคล(Servaes & Arnst, 1999) ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นการสะท้อนกรอบแห่งความเป็นพหุอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ Freire (1983) ได้ตอกย้ำว่า เมื่อเน้นการพัฒนาแบบเน้นการมีส่วนร่วม สิทธิมนุษยชน (Human Rights-based) เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโดยตรงโดยเน้นย้ำในเรื่องของสิทธิในการรับส่งสื่อสารข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งปันข้อมูล องค์ความรู้ในการสร้างทัศนคติที่ถึงประสงค์ การสร้างความไว้วางใจตลอดจนการร่วมกันรักษาพันธกิจร่วมกันในการขับเคลื่อนการพัฒนา

ทั้งนี้ ภายใต้กระบวนทัศน์การพัฒนาร่วมสมัยได้รับอิทธิพลจากระบวนทัศน์ของการมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก บทบาทของการสื่อสารนั้นจะเป็นต้องเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way communication) Manoncourt (2002) แห่งองค์กรยูนิเซฟกล่าวถึงกระบวนทัศน์ในการพัฒนาแบบร่วมสมัยที่ควรผลักดันการพัฒนาที่เน้นในเชิงผลลัพธ์ (result-based) และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน (human rights-based) เป็นสำคัญ ทั้งนี้ สำหรับบทบาทของการสื่อสารเพื่อการพัฒนาโดยเน้นการมีส่วนร่วมนั้นอาจแบ่งได้เป็นสองแนววิถี คือ 1) การสื่อสารเพื่อการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Development Communication – PDC) ที่นำเสนอโดย Freire (1983, 2005) และ 2)การสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วม (Participatory Communication – PC) ที่นำเสนอโดยองค์การ UNESCO (Berrigan, 1979)ซึ่งทั้งสองแบบมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างโดยจะขอกล่าวพอสังเขปดังนี้คือ

ในด้านความเหมือนของแนววิถีการสื่อสารทั้งสองเกี่ยวข้องกับในเรื่องของกรอบปรัชญาที่เน้นการสื่อสารแบบตอกย้ำการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ ทิศทางการสื่อสารได้รับการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เป้าหมายต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับบุคคลไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน สังคมและวัฒนธรรมซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการเสริมพลังให้อำนาจประชาชนและการได้มาของความคิดริเริ่มใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน (Community-Driven Initiatives) รวมถึงการสื่อสารที่เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นต่างๆของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมทั้งการร่วมกันระบุประเด็นปัญหาต่างๆของชุมชนอย่างสร้างสรรค์และเกื้อกูลต่อการเป็นหุ้นส่วนกันของภาคีพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะในระดับชุมชน อาจกล่าวได้ว่า การพัฒนาแบบเน้นการมีส่วนร่วมนั้นจะมองว่านักสื่อสารทั้งสองแนววิถีจะต้องทำหน้าที่ในการช่วยเอื้อให้เกิดความคล่องตัวของการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญภายใต้บรรยากาศทางการสื่อสารแบบประชาธิปไตย (Democratic Communication)  

ประเด็นหลักในด้านความแตกต่างคือ Freire (1983) เน้นว่า การสื่อสารแบบ PDC นั้นจะต้องมีกลยุทธ์แบบทวิทฤษฎี (Dual Theoretical Strategy) นั้นก็คือว่า กลุ่มประชาชนผู้ยากไร้และชุมชนจะต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นมนุษย์เต็มขั้น (Fully Human subjects) ในกระบวนการทางการเมืองและเน้นการสื่อสารที่สนับสนุนการสื่อสารแบบตั้งอยู่บนสุนทรียสนทนา (Dialogic communication as normative theory of PDC) และให้เกียรติและเคารพ “ความเป็นอื่น” ของวัฒนธรรมและสังคมของกลุ่มประชาชนผู้ยากไร้ ในภาพกว้าง หมายถึง การสื่อสารที่ตอกย้ำความสำคัญของการสื่อสารที่เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลของความคิดเห็นบนการสื่อสารแบบสองทางที่สมดุลดังนั้น Freire จะมุ่งเน้นย้ำเจตนาของการปฏิบัติการทางการสื่อสารต่างๆ (the Intentions of Communication Actions) โดยไม่ใคร่สนใจนักในประเด็นของภาษาหรือรูปแบบทางการสื่อสาร ที่น่าสนใจ การสื่อสารแบบ PDC นี้จะตั้งอยู่บนฐานของการสื่อสารสนทนาระหว่างกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงและกลุ่มสมาชิกในชุมชนเป็นสำคัญ ซึ่งนับว่าเข้าข่ายของการสื่อสารเชิงกลยุทธ์สำหรับการบริหารจัดการชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ (Bessette, 2004) ดังนั้น การบริหารจัดการชุมชน (Community Organizing) จึงเป็นหัวใจของการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมแบบ PDCซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการให้อำนาจกับชุมชนโดยการตัดสินใจและการปฏิบัติกันร่วมกันแบบเชิงกลุ่ม ชุนชนจะได้อำนาจก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาส่งเสริมทักษะและความรู้เพื่อสามารถระบุชี้ความต้องการตลอดจนปัญหาของชุมชน การบริหารทรัพยากรและการปฏิบัติการตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้เชิงกลุ่มมากกว่าจะให้ชุมชนเป็นแค่เพียงผู้รอรับการเปลี่ยนแปลงจากรัฐหรือผู้มีสิทธิอำนาจของรัฐเหมือนในยุคแรกของกระบวนทัศน์การพัฒนาและการสื่อสารแบบาดั้งเดิม

ส่วนกรอบวาทกรรมเกี่ยวกับการสื่อสารในแนววิถีที่สองที่เรียกว่าการสื่อสารแบบ PC นั้นจะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารที่เน้นการมีส่วนร่วม (Participatory Communication) ที่ได้รับการนำเสนอโดยองค์การ UNESCO ในปี ค.ศ. 1977 ในการประชุมที่เมืองเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวียโดยเน้นกระบวนการพัฒนาโดยเน้นความสำคัญของแนวคิดสามประการได้แก่ การเข้าถึงชุมชน การบริหารจัดการตนเองและการเน้นการมีส่วนร่วม (Access, Self-Managed and Participation) โดยให้คำจำกัดความว่า การเข้าถึงชุมชนนั้นจะเน้นการใช้สื่อสารมวลชนในการเข้าถึงประชาชน อาทิ นักสื่อสารพัฒนามักนิยมใช้เครื่องมือเทคนิคต่างๆในการลงพื้นที่ปฏิบัติการในชุมชนร่วมกับการใช้สื่อสารมวลชนเข้ามาในการพัฒนามากกว่าจะเน้นการใช้นักสื่อสารโดยเน้นการสื่อสารระหว่างบุคคล เครื่องมือเชิงเทคนิคเหล่านี้ ได้แก่ การใช้สื่อสารมวลชนที่ชุมชนบริหารจัดการเอง Community-managed media, หรือการแสดงที่นำเสนอประเด็นปัญหาที่ซ่อนเร้นแอบซ่อนภายในโครงสร้างทางสังคมและชุมชนที่เป้าหมายการแสดงมักเน้นการกระตุ้นจิตสำนึกของชุมชนที่ไม่มีเส้นแบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักแสดงและกลุ่มคนดูในชุมชนที่เรียกว่า Interactive Theatre of Oppressed, รวมถึงการทำงานร่วมกันกับผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ในชุมชนที่มีประสบการณ์ความรู้พอที่จะแลกเปลี่ยนกับกลุ่มนักวิชาการและผู้นำจากภายนอกชุมชน ที่มีชื่อเรียกว่า Peer Educators and Leaders ที่ทำหน้าที่เสมือนกัลยาณมิตรในการบริหารจัดการความรู้ร่วมกัน

ส่วนแนวคิดการมีส่วนร่วมนั้นสำหรับ UNESCO แสดงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในระบบการสื่อสารทั้งในกระบวนการการผลิต การบริหารจัดการและการวางแผนระบบทางการสื่อสาร อาจหมายรวมถึงการที่ชุมชนเป็นตัวแทนและการร่วมปรึกษาในกระบวนการตัดสินใจใดๆ ส่วนเป้าหมายสูงสุดของการมีส่วนร่วมคือ “ความสามารถในการบริหารจัดการตนเอง”(Self-Management)ของปัจเจกบุคคลและชุมชน นั้นก็คือว่า ชุมชนสามารถบริหารจัดการอำนาจในการตัดสินใจในกระบวนการการสื่อสารและเข้ามามีส่วนร่วมเต็มตัวในการวางแผนและนโยบายการสื่อสาร ซึ่งนโยบายการสื่อสารนั้นมาจากเงื่อนไขทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจการเมืองและองค์กรซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคม (Structural Change) ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคมควบคู่ไปด้วยกัน  

อนึ่ง ในบทความนี้ต้องการนำเสนอคุณค่าเชิงบูรณาการของแนววิถีการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมทั้งสองที่เน้นย้ำว่า “คนเป็นจุดศูนย์กลางในการบริหารการพัฒนา” (The Nucleus of Development)ที่สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ แนววิถีทั้งสองนี้เน้นการพัฒนาที่ยกระดับจิตวิญญาณของชุมชนท้องถิ่นให้มีความภาคภูมิใจในวิถีวัฒนธรรม สติปัญญาและสิ่งแวดล้อม นับว่าเป็นการพัฒนาที่เน้นการให้การศึกษา การกระตุ้นให้ชุมชนตื่นตัวในการพัฒนาชุมชนโดยเน้นการใช้ชีวิตเชิงรุกในขณะที่รักษานิเวศวิทยาอย่างสมดุล นอกจากนี้ยังเน้นย้ำการให้อำนาจกับประชาชน (Communication Empowers People) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นการให้โอกาสประชาชนในการมีส่วนร่วมในการแสดงความรับผิดชอบในการให้และรับข้อมูล การแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ ทั้งนี้นับว่ากระบวนการการสื่อสารทั้งสองแนววิถีสอดคล้องกับการสื่อสารร่วมสมัยในศตวรรษที่ 21(โปรดพิจารณาดูตารางที่ 1 ประกอบ)ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและประเด็นหลักของการสื่อสารให้มีความเป็นบูรณาการมากขึ้น และเน้นผลลัพธ์ในการได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและทางสังคมของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากหลากหลายภาคส่วน สิ่งนี้เองที่เรียกว่า “บทสนทนาบนความสัมพันธ์จากหลายภาคส่วน”(Dialogues in Inter-Sectoral Partnerships)ซึ่งการพูดและการฟังมีความสำคัญเท่าเทียมกัน เป้าหมายหลักคือการสร้างความไว้วางใจและการได้มาซึ่งประชามติหรือเสียงเอกฉันท์ (Consensus)ในการตรวจสอบ การรับรู้ ความต้องการ ความเสี่ยง โอกาสและปัญหา และร่วมกันกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญซึ่งถือเป็นพื้นฐานของแนวคิดการสื่อสารร่วมสมัย

 

 

 

ตารางที่ 1:            การปรับเปลี่ยนของกระบวนทัศน์ทางการสื่อสาร

(Shifts in the Communication Paradigm)

 

มีจุดโฟกัสที่กว้างและครอบคลุมมากขึ้น (Widen Focus)

 

จากระดับบุคคลสู่ระดับครัวเรือน เครือข่าย ชุมชนและภาคประชาสังคม (networks, communities and civil society)

มุ่งเน้นตอกย้ำความสำคัญด้านพฤติกรรม (Widen behavior emphasis)

จากการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมในระดับบุคคลสู่การปฏิบัติการเชิงกลุ่มและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (collective actions and social change)

มุ่งเน้นกรอบมุมองที่เปิดกว้างขึ้น (Widen View)

จากเดิมที่เน้นการรับฟังกลุ่มในฐานะผู้ได้รับอานิสงค์ของการพัฒนาสู่การเน้นการเปิดรับฟังมุมมองของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างขึ้นและหุ้นส่วนการพัฒนาที่มีบทบาทเชิงรุกในการพัฒนาสังคม (from beneficiaries or recipients to stakeholders and active partners in social development)

มุ่งเน้นการขยายมิติแห่งการสื่อสาร (Widen Orientation)

จากการขับเคลื่อน (mobilization) ในการสร้างชุมชนที่พร้อมสามารถสื่อสารระบุชี้ความต้องการของชุมชนสู่มิติของการสื่อสารที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการให้อำนาจกับชุมชน (participation and empowerment)

มุ่งเน้นกระบวนการได้มาซึ่งความรู้ที่กว้างขวาง (Widen Knowledge Acquisition Process)

จากการสื่อสารแบบเดิมที่เน้นการรณรงค์ในรูปแบบต่างๆที่เน้นให้ข้อมูลข่าวสารจากบนลงล่างแบบโน้มน้าวจูงใจให้เชื่อตัวสาร สู่การสื่อสารที่เน้นให้ชุมชนเป็นหลักในการเรียนรู้ปัญหาร่วมกันด้วยการมีส่วนร่วมในการพิจารณาศึกษาในการตั้งคำถามกับปัญหาต่างๆที่ชุมชนเผชิญ (From top-down information dissemination “selling mode” campaigns to community-based, participatory problem-posing approach “learning mode’)

การปรับเปลี่ยนในการเน้นย้ำความสำคัญ (Shift in Emphasis)

จากประเด็นในเรื่อง “ความจำเป็นในด้านความต้องการต่างๆ” สู่ประเด็นว่าด้วย “สิทธิ” (from needs to rights)

การปรับเปลี่ยนในด้านผลลัพธ์ (Shift in Outputs)

จากการเน้นตัวสารสู่การสนทนาและการมีปฏิสัมพันธ์ (From messages and products to dialogue and interaction)

การปรับเปลี่ยนในการวิเคราะห์สถานการณ์ (Shift in Situational Analysis)

จากการประเมินความต้องการสู่การวิเคราะห์สิทธิ การสร้างแผนผังของสินทรัพย์และการประเมินระดับความมีส่วนร่วม (from needs assessment to rights analysis, assets mapping, and participatory assessment)

การปรับเปลี่ยนในความสมดุลของการแทรกแซงทางการสื่อสารต่างๆ (Balance among communication interventions)

จากการเน้นสื่อสารมวลชนและการสื่อสารอิเล็คทรอนิคต่างๆสู่การมุ่งเน้นความสำคัญของการสื่อสารในระดับระหว่างบุคคลและการสื่อสารในรูปแบบดั้งเดิมแห่งชุมชน (From mass media and electronic communication to interpersonal and traditional communication )

การปรับเปลี่ยนในด้านการสร้างสมดุลของจุดโฟกัสทางการสื่อสาร (Balance the focus)

จากเน้นศิลป์และความสร้างสรรค์ของการสื่อสารสู่ศาสตร์และกรอบการสื่อสารที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานต่างๆ (from art and creativity to science and evidence-based)

Source: UNICEF, Regional Office for South Asia, 2005

บทเรียนที่ตอกย้ำเสริมแรง: การสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วม: สื่อสารอย่างไรที่ไม่สมดุลและยั่งยืน? (Lessons Reinforced: Participatory Communication: How to Conduct an Imbalanced and Non-Sustainable Participatory Communication?)

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด การสื่อสารจึงมีความสำคัญสำหรับกระบวนการการพัฒนาที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในบทความนี้ ผู้เขียนต้องการการนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับประเด็นทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่ว่าสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมอย่างไรที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืนเพื่อเป็นข้อคิดเห็นให้แก่นักพัฒนาและนักสื่อสารพัฒนา ดังประกอบด้วยแนวคิดรวมเจ็ดประการ ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ประการแรกการขาดความเข้าใจว่าการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมนั้นสะท้อนแง่มุมของกระบวนการแห่งการสร้างมโนธรรม การปลดแอกและการให้อิสรภาพทางสังคม (A Facet of Societal Conscientization, Emancipation, and Liberation Process) (Servaes & Arnst, อ้างแล้ว) ทั้งนี้นักการสื่อสารเพื่อการพัฒนาต้องมีทั้งองค์ความรู้คู่คุณธรรมในการเข้าถึงความต้องการของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่ต้องการปลดปล่อยตัวเองจากการกดขี่ ความไม่เป็นธรรม ความไม่เสมอภาคต่างๆบนฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน การที่มีสิทธิ์ในการสื่อสารและการได้รับข้อมูลสื่อสารทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับกลุ่ม ดังนั้น นักสื่อสารการพัฒนาจำเป็นต้องเปิดรับฟังปมประเด็นความต้องการและปัญหาของกลุ่มประชาชนที่ยากไร้ก่อนที่จะดำเนินการเข้าสู่กระบวนการการพัฒนาที่เน้นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และการเรียนรู้ร่วมกัน สิ่งนี้เองที่เรียกว่า Pre-Settlement คือต้องให้ความสำคัญกับการนั่งพูดคุยปรึกษาร่วมกันก่อนปฏิบัติการใดๆเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงของความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนการลงมือปฏิบัติการ โดยเฉพาะการเข้าสู่กระบวนการของมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้บนฐานความเข้าใจที่ว่าการสื่อสารนั้นเป็นการสนทนาที่เน้นการตั้งประเด็นปมปัญหาต่างๆและทางออกของปัญหาระหว่างกลุ่มต่างๆที่ควรต้องเข้าสู่ “วงจรของการลงมือปฏิบัติการและการสะท้อนความคิดเห็นร่วมกันอย่างเป็นระบบ” หรือที่เรียกว่า “The Action-Reflection-Action Praxis” (The Cycle of Action and Reflection)ตามที่ได้กล่าวถึงไปเมื่อข้างต้น ทั้งนี้ Freire (1983)ได้กล่าวแนะนำว่านักสื่อสารพัฒนาควรเน้นการปฏิบัติการทางการสื่อสารแบบที่ตั้งอยู่บนสุนทรียสนทนา (Dialogical Communication)กับชุมชนบนชุดค่านิยมเชิงอุดมการณ์ที่พึงประสงค์รวมห้าประการอันจะนำมาซึ่งการปลดแอกของประชาชนที่ยากไร้ได้ ได้แก่ ความรัก ความถ่อมตน ความหวัง ความศรัทธาในศักยภาพและความสามารถของหุ้นส่วนทางการพัฒนาและการเน้นความคิดเชิงวิพากษ์หรือ การคิดเปลี่ยนแปลงสถานการณ์และปมปัญหาให้สามารถพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น (love, humility, hope, faith in the development partners’ capabilities, and critical thinking) แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

              ประการที่สอง การขาดความเข้าใจในวิวัฒนาการของธรรมชาติของแนวคิดว่าด้วยการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วม ทั้งนี้ การสื่อสารไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการส่งสาร โดยเฉพาะจากการพัฒนาแบบเดิมคือแบบข้อมูลไหลจากบนลงล่าง (top down) หรือจากนักวิชาการนักการพัฒนาลงสู่ชุมชนโดยไม่ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงแห่งการสื่อสารของชุมชน (Oligarchic view of Communication)หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือการที่นักสื่อสารพัฒนาบางกลุ่มอาจมีชุดค่านิยมในการสอนสั่งแบบที่เน้นการอัดฉีดข้อมูลที่ตนเองเชื่อถือเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของชุมชนตามแต่ข้อมูลในคลังธนาคารแห่งข้อมูลของตนจะกำหนดหรือที่ Freire (อ้างแล้ว) เรียกว่า “Banking Pedagogy”โดยไม่สนใจเปิดรับฟังเสียงแห่งประชา นับว่าเป็นการสื่อสารแบบอีดฉีดตรรกะทางเดียวหรือ “Monologic Communication”หากแต่รากศัพท์ของการสื่อสารหรือ Communication เป็นภาษาละติน คือคำว่า Communis หมายถึง ร่วมกันหรือการสร้างความกลมเกลียวสอดคล้องร่วมกัน นักการสื่อสารพัฒนาต้องให้ความสนใจกับกระบวนการของการสื่อสารและให้ความสำคัญกับกระบวนการการสื่อสารที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม เน้นกลุ่มผู้รับสาร (Receiver-centric Orientation) ที่ภายใต้กระบวนทัศน์ร่วมสมัยเน้นการพัฒนาโดยนำเอาประเด็นทางด้านสถาบันทางสังคมและบริบทแห่งการพัฒนาทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์จากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาสู่การพิจารณาอย่างจริงจังและมีนัยสำคัญต่อกระบวนการการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังควรมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์และหุ้นส่วนในหลากหลายภาคส่วน (Multi-Sector Partnership)จนสามารถพัฒนาเป็นพันธมิตรแห่งภาคีพัฒนาที่สามารถทำการสื่อสารแบบสุนทรียสนทนา (Dialogical Communication)ในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนแบบบูรณาการและยั่งยืนโดยยึดมั่นการตอบสนองต่อความต้องการและความริเริ่มต่างๆของประชาชนเป็นสำคัญทั้งนี้ Molleda, Martinez, and Suaraz (2008) กล่าวแนะนำว่า นักสื่อสารพัฒนาควรรู้จักสร้างประโยชน์ร่วมกันจากฐานความเข้าใจในด้านทรัพยากรของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรเชิงสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและมนุษย์ อีกทั้งสามารถบูรณาการปัจเจกบุคคลทุกคนที่มีส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาให้สามารถระดมความคิดเห็นและนำเสนอความคิดเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Quality of Life) และสามารถรับมือกับการระบุปัญหาและโอกาสที่มีร่วมกันที่เกี่ยวข้องกับพหุประเด็นที่หลากหลายที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตทั้งในด้านการป้องกันและการบริหารจัดการ อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดิน การขับเคลื่อนมนุษย์ในชุมชนและการบริหารความรู้เสถียรภาพจากความรุนแรงและการสร้างรายได้และความกินดีอยู่ดีของชุมชน

       ประการที่สามการขาดความเข้าใจว่า การสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมนั้นเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเสริมพลังให้อำนาจกับประชาชนอย่างแท้จริง (People Empowerment)โดยเฉพาะภายใต้บริบทของการพัฒนาชุมขน ทั้งนี้ Schuftan (1996) กล่าวว่าการเสริมพลังให้อำนาจไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาโครงการใดเพียงโครงการหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการที่จำต้องใช้การพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ส่งเสริมประชาชนให้มีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการยกระดับศักยภาพของตนเองและชุมชนในการควบคุมอำนาจและได้อำนาจในการดำเนินชีวิต รวมทั้งความสามารถในการบริหารทรัพยากรต่างๆที่จำเป็นในการพัฒนาตนเองและชุมชนของตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและมีศักดิ์ศรีอย่างยั่งยืนถึงจะหมายถึงการเสริมพลังให้อำนาจอย่างแท้จริงแก่ประชาชน Schuftan (อ้างแล้ว) ได้กล่าวถึง แนววิถีสี่ประการในการพัฒนาชุมชน (The Four Approaches of Community Development as relevant to People Empowerment)ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับการให้อำนาจแก่ภาคประชาชนและการเสริมพลังให้แก่ประชาชน ได้แก่ (ก) การส่งมอบการบริการต่างๆสู่ชุมชน (Service Delivery), (ข) การสร้างศักยภาพ (Capacity Building), (ค) การสื่อสารสนับสนุนวาระหลักในการพัฒนา (Advocacy), และ (ง) การขับเคลื่อนทางสังคม (Social Mobilization) ดังมีรายละเอียดที่จะนำเสนอพอสังเขปของแต่ละแนววิถีดังนี้

       (ก) การส่งมอบการบริการต่างๆสู่ชุมชน (Service Delivery)ในประเด็นนี้ถือว่าเป็นแนววิถีในการพัฒนาชุมชนที่จำต้องมุ่งไปที่การปฏิบัติการใดๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสภาพต้นเหตุรากเหง้าของปัญหาของการพัฒนาในชุมชนแต่ละชุมชนซึ่งการส่งมอบนี้มักมีการกำหนดโครงสร้างของการปฏิบัติการที่ชัดเจนและมีความเฉพาะเจาะจงเป็นภาคส่วน(sectoral)อาทิ ภาคการเกษตรหรือเฉพาะโครงการเป็นเรื่องๆไปตามความจำเป็น (per se)  การส่งมอบการบริการนี้ถือว่ามีความจำเป็นสำหรับการพัฒนาชุมชน แต่อาจนับว่าเป็นการปฏิบัติการที่อาจไม่ยั่งยืนหากปราศจากการปฏิบัติการในข้อถัดๆไป

       (ข)การสร้างศักยภาพ (Capacity Building)ถือเป็นประเด็นสำคัญมากเพราะ การยกระดับศักยภาพชุมชนทั้งด้านความรู้และทักษะที่จะสามารถทำให้ชุมชนเข้าใจกระบวนการในการตัดสินใจต่างๆ สื่อสารกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการการพัฒนาได้และท้ายสุด ชุมชนจะรู้สึกเกิดความมั่นใจในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นภาคีการพัฒนา ทั้งนี้ องค์กร UNICEF (1990) ได้กล่าวถึงคำว่า “การพัฒนาศักยภาพ”  (Capacity Development) ว่าหมายถึงการปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนส่งเสริม ทำนุบำรุงการสร้างศักยภาพและความสามารถของชุมชนให้เข้มแข็งในการบริหารจัดการชุมชนของตนเองได้อย่างดี รวมทั้งการกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนและกระบวนการการพัฒนาด้วยชุมชนเองผ่านกระบวนการที่ทำซ้ำอยู่อย่างต่อเนื่อง(iterative process of Assessing, Analyzing, and Action) ของการประเมินศักยภาพ การวิเคราะห์ศักยภาพและการปฏิบัติการในการมุ่งพัฒนาศักยภาพซึ่งการประเมินศักยภาพนี้จำเป็นที่นักสื่อสารพัฒนาควรประเมินองค์ประกอบของศักยภาพชุมชนในพหุมิติ อาทิ ด้านทรัพยากร อาทิด้านมนุษย์ด้านการเงิน ด้านสังคม ด้านองค์กร ด้านสาธารณูปโภคเชิงกายภาพและด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านความสามารถ ด้านแรงจูงใจ ด้านภาวะผู้นำและสิทธิอำนาจ รวมถึงด้านการประเมินระบบทั้งระบบของการประเมินวิเคราะห์และพัฒนาด้วยอย่างเป็นระบบด้วย

       (ค)การสื่อสารสนับสนุนวาระหลักในการพัฒนา(Advocacy) หมายถึง แนววิถีการพัฒนาที่เน้นการสร้างพลวัตรของกระบวนการการพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงมติฉันท์ (Consensus) และข้อกำหนด (Mandates) ในการปฏิบัติการของการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการมุ่งพัฒนาภาวะผู้นำ การสร้างแรงจูงใจและวิสัยทัศน์ของกลุ่มชุมชนเป้าหมายเพื่อให้สามารถพัฒนาได้อย่างสอดคล้องกับวาระแห่งการพัฒนา

       (ง)การขับเคลื่อนทางสังคม (Social Mobilization)หมายถึง การพัฒนาชุมชนที่เน้นให้สมาชิกในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแบบเชิงรุกที่เน้นกระบวนการแห่งการประเมิน-วิเคราะห์-ปฏิบัติการหรือ the Triple A Process of Assessment-Analysis-Actionโดยเน้นให้ชุมชนเข้าใจปัญหาของการพัฒนาชุมชนของตนเองเพื่อเพิ่มฐานอำนาจให้ประชาชนบนสิทธิ์อันชอบธรรมของชุมชนและสามารถควบคุมทรัพยากรชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่า การขับเคลื่อนทางสังคมนั้นเน้นการขับเคลื่อนทรัพยากร การสามารถระบุประเด็นของความต้องการ การสร้างเครือข่าย พันธมิตรภาคีการพัฒนาและการทำให้กระบวนการเคลื่อนไหวใดๆทางสังคมนั้นเป็นไปอย่างมีเอกภาพและยั่งยืน

ข้อสังเกตคือ ในการพัฒนาชุมชนที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและไม่ง่ายในการที่จะระบุว่าอะไรหมายถึงการเสริมพลังให้อำนาจที่แท้จริงในการพัฒนาชุมชนทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ในทางทฤษฎีนั้นก็เป็นประเด็นว่านักพัฒนาใช้กรอบทฤษฎีกระบวนทัศน์ในการพัฒนาที่มีความเหมาะสมหรือไม่ และมีประสิทธิภาพประสิทธิผลเพียงใดภายใต้บริบทท้องถิ่นที่ต้องการพัฒนา ในทางปฏิบัติเอง การให้อำนาจกับประชาชนกลุ่มใดๆอาจหมายถึงการลดอำนาจของกลุ่มบุคคลที่เคยมีอำนาจในการพัฒนา อีกทั้งการให้อำนาจกับประชาชน ในบางครั้งก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่มีสูตรตายตัวว่าการให้อำนาจกับประชาชนอาจประสบความสำเร็จในบริบทหนึ่งแต่อาจไม่สำเร็จในบริบทหนึ่ง  ยิ่งไปกว่านั้นการให้อำนาจกับประชาชนอาจเป็นการกระทำที่อันตรายหากเป็นการกระทำใดๆที่ไปลั่นกลไกการปฏิบัติการใช้อำนาจในทางไม่ถูกไม่ควรหรือที่กดขี่ข่มเหงของกลุ่มผู้มีสิทธิอำนาจด้วย ดังนั้น วาทกรรมต่างๆทางการพัฒนาที่เกิดขึ้นอาจเป็นไปได้ว่าไม่มีการใส่ใจในประเด็นการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ประการที่สี่การขาดความเข้าใจเชิงระบบในการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นการสื่อสารแบบเน้นปฏิสัมพันธ์และเน้นการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญทั้งนี้ แนวโน้มของการพัฒนาภายใต้กระบวนทัศน์ร่วมสมัยนี้จะเน้นการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยแบบเน้นการมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) หลายๆครั้งภายใต้หลายบริบทการพัฒนา ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของทางทฤษฎีเท่านั้น ในความเป็นจริงและในทางปฏิบัติ การพัฒนายังไม่สามารถให้ความสำคัญกับการปรับบทบาทของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ยากไร้ให้เป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์แห่งภาคีพัฒนาที่แท้จริง ในระดับองค์กรเอง นักการสื่อสารอาจมีนโยบายการพัฒนา หากแต่ขาดการพัฒนาแผนรองรับทางการสื่อสารโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การสื่อสารที่พบเห็นบ่อยครั้งอาจเป็นแบบเดิมคือ เป็นแบบเมื่อมีปัญหาแล้วจึงแก้ไขด้วยการสื่อสารที่ไม่ได้รับการบริหารจัดการวางแผนอย่างเป็นระบบล่วงหน้าและไม่ได้ถูกบรรจุไว้วาระแห่งการพัฒนา (Ad hoc)อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมนั้นอันที่จริงไม่ได้แปลว่า นักพัฒนา นักวิชาการไม่มีบทบาทหากแต่มุมมองของชุมชนจะต้องได้รับการรับฟัง การพิจารณาก่อนที่จะมีการจัดสรรทรัพยากรต่างๆสำหรับโครงการการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอต่างๆของชุมชนในด้านการเปลี่ยนแปลงจะต้องได้รับการรับฟังและพิจารณาอย่างจริงจังและมีนัยสำคัญภายใต้การพัฒนา ทั้งนี้ Cornwall  (2007) ได้จัดประเภทและระดับของกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของกลุ่มปฏิบัติการหลักในการพัฒนา (key actors) ตามตารางข้างล่างนี้  

ตารางที่ 2: ประเภทของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน (Cornwall, 2007)

 

ประเภทของการมีส่วนร่วม

(Mode of Participation)

ระดับการมีส่วนเกี่ยวข้องของกลุ่มประชาชนในท้องถิ่น

(Involvement of Local People)

ความสัมพันธ์ของการปฏิบัติการหรืองานวิจัยและกลุ่มประชาชนในท้องถิ่น

 (Relationship of research or action to local people)

การมีส่วนร่วมแบบเงา(Cooption)

มีการแต่งตั้งและส่งตัวแทนแบบเงาที่เข้ามาร่วมโครงการ แต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริงหรือไม่สามารถให้ข้อมูลหรือข้อคิดเห็นใดๆที่เป็นปัจจัยนำเข้าที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการ

กระทำต่อกลุ่มประชาชนในท้องถิ่น(On local people)

การมีส่วนร่วมแบบเน้นให้เกิดการยอมรับปฏิบัติตาม

(Compliance)

กลุ่มบุคคลภายนอกชุมชนเป็นคนกำหนดวาระในการพัฒนาและกำหนดทิศทางในกระบวนการ รวมทั้งใช้ผลประโยชน์หรือตัวล่อต่างๆในการกำหนดกิจกรรมงาน

กระทำเพื่อกลุ่มประชาชนในท้องถิ่น(For local people)

การมีส่วนร่วมแบบเน้นการให้คำปรึกษา(Consultation)

มีการไถ่ถามถึงความคิดเห็นของกลุ่มประชาชนในท้องถิ่น หากแต่ทำการวิเคราะห์และตัดสินใจในการปฏิบัติการต่างๆโดยกลุ่มบุคคลภายนอกชุมชน

กระทำเพื่อ/และร่วมกันกับกลุ่มประชาชนในท้องถิ่น(For/With local people)

การมีส่วนร่วมแบบเน้นการประสานงาน(Cooperation)

ประชาชนในท้องถิ่นทำงานร่วมกันกับกลุ่มบุคคลภายนอกชุมชนในการกำหนดประเด็นของลำดับความจำเป็นในการพัฒนาก่อนหลังในระดับท้องถิ่น หากแต่ความรับผิดชอบหลักยังคงอยู่ในมือกลุ่มบุคคลภายนอกชุมชนในการกำหนดทิศทางกระบวนการการพัฒนา

กระทำร่วมกันกับประชาชนในท้องถิ่น(With local people)

การมีส่วนร่วมแบบเน้นการเรียนรู้ร่วมกัน

(Co-learning)

ประชาชนในท้องถิ่นทำงานร่วมกันกับกลุ่มบุคคลภายนอกชุมชนในการแบ่งปันความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่และสามารถทำงานร่วมกันในการกำหนดแผนงานโดยมีกลุ่มบุคคลภายนอกชุมชนเป็นผู้รังสรรค์ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน

กระทำร่วมกันกับ/โดยประชาชนในท้องถิ่นWith/By local people

การมีส่วนร่วมแบบเน้นการปฏิบัติการเชิงกลุ่ม

(Collective Action)

ประชาชนในท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดวาระในการพัฒนาและดำเนินการขับเคลื่อนเองโดยไม่จำเป็นต้องให้กลุ่มบุคคลภายนอกชุมชนเป็นกลุ่มผู้ริเริ่มหรือผู้รังสรรค์ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน

กระทำโดยประชาชนในท้องถิ่น(By local people)

 

ดังนั้น นักการสื่อสารพัฒนาต้องมีความเข้าใจในประเด็นเรื่องของระดับของการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งนี้ เมื่อวางแผนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนับว่าเป็นเรื่องที่สะท้อนทั้งในเชิงโครงสร้าง ระดับการร่วมมือและการรับรู้ของปัจเจกบุคคลในเรื่องของขอบเขตความรับผิดชอบและความร่วมมือภายใต้บริบทชุมชน รวมทั้งประเด็นในเรื่องอัตลักษณ์ของการเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาของประชาชนและมิติว่าด้วยอำนาจในด้านของภาวะผู้นำและการควบคุมภายในระบบแห่งการร่วมมือนั้นๆ (Participatory systems) (Stohl & Cheney, 2001)

ประการที่ห้าการขาดการมองเชิงระบบและขาดความเข้าใจในการประเมินความเสี่ยงและข้อจำกัดเชิงบริบททางวัฒนธรรมของชุมชน (Contextual Risks and Constraints of Community Cultures)ทั้งนี้ นักสื่อสารพัฒนาควรมีความสนใจในการศึกษาชุดพฤติกรรมต่างๆของชุมชนเป้าหมายโดยไม่มองข้ามความสำคัญของบริบทเชิงปทัสถาน (Normative context)ของชุมชนต่างๆที่อาจมีความคล้ายคลึงหรือความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรมที่ครอบคลุมการรับรู้ ชุดความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยมและพฤติกรรมของคนในชุมชนนั้นๆทั้งนี้ ควรให้ความชื่นชมซาบซึ้งและเคารพในวิถีชุมชนและรับรู้ในมุมมองที่ซับซ้อนและมีความเป็นองค์รวม (Holistic) แห่งชุมชนที่ยากต่อการแยกย่อยออกมาเป็นเศษเสี้ยว เพื่อค้นหาชุดความหมายของสิ่งต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นชุมชนโดยเฉพาะการมุ่งทำความเข้าใจในประเด็นที่เป็นความเสี่ยงและข้อจำกัดของวัฒนธรรมแห่งชุมชนภายใต้การพัฒนา

ทั้งนี้ Cooke and Khatari (2001)ได้กล่าวว่า นักสื่อสารพัฒนาเองบ่อยครั้งก็แสดงออกถึง ความเป็นทรราชแห่งวิธีการ” หรือ “Tyranny of the Method”ที่นักสื่อสารพัฒนามักเน้นการพัฒนาตามครรลองแห่งวิธีการของตนในการผลักดันการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมโดยไม่ได้คำนึงบริบททางวัฒนธรรมแห่งชุมชนหรือนิเวศสิ่งแวดล้อมของชุมชนอันควรเป็นสารัตถะหลักในการพัฒนา ทั้งนี้ หากนักสื่อสารจะได้มีการคาดการณ์อย่างเป็นระบบ (Systematic Anticipation)โดยเน้นเอาประเด็นเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาไมว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของความเกี่ยวข้อง (Relevance)ความทันเหตุการณ์ (Timeliness)และเนื้อหา (Content)ของกระบวนการการพัฒนามาพิจารณาอย่างจริงจังควบคู่ไปกับปมประเด็นในด้านความเสี่ยง ข้อจำกัด ความล่าช้า แม้กระทั่งความขัดแย้งแล้ว ท้ายสุดก็อาจนำไปสู่การสร้างบรรยากาศแบบ “ความตึงเครียดเชิงวิพากษ์”(Critical Tension)อันนับว่า เป็นสัญญาณดีหรือเป็นข้อดีสำหรับนักสื่อสารพัฒนาอันเนื่องมาจากว่าสามารถนำไปสู่ความเข้าใจในปมประเด็นปัญหาและสามารถคลี่คลายความสับสน ความคลุมเครือของสถานการณ์และถือเป็นจุดกำเนิดของการเรียนรู้ร่วมกันในที่สุด ที่สำคัญ การสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมนั้นมุ่งเน้นในปมประเด็นการเปิดรับฟัง “เสียง” (Voice)ของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะชุมชนที่หากต่างบริบททางสังคมวัฒนธรรมก็อาจมีปมประเด็นปัญหาและความต้องการในการพัฒนาที่แตกต่างกันไป นักสื่อสารการพัฒนาจึงควรเปิดรับฟังและเน้นการยกระดับการตระหนักรู้สู่การปฏิบัติการจริง (Action-oriented awareness raising) เป็นสำคัญ

ประการที่หกการขาดความเข้าใจในให้ความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของโครงสร้างการสื่อสารแบบแนวขนานที่หลากหลายในสังคม (Parallel Communication Structures)สืบเนื่องจากประเด็นที่แล้ว นักการสื่อสารเพื่อการพัฒนาต้องมีความเข้าใจในเชิงของโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่กระทบต่อโครงสร้างการสื่อสาร นั่นก็คือว่าสังคมมีความสลับซับซ้อน กล่าวคือ ในบริบททางสังคมวัฒนธรรมอาจมีเครือข่าย (Networks)ที่มีทั้งกลุ่มวัฒนธรรมหลักและกลุ่มวัฒนธรรมร่วม (Dominant cultures and Co-cultural Groups)ทั้งหมดนี้ ต่างขับเคลื่อนผ่านโครงสร้างทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม ศาสนาและชนชั้นที่แตกต่างกันไปดังนั้นระบบการสื่อสารและโครงสร้างในการสื่อสารเองก็ย่อมต้องแตกต่างกันไปซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการการสื่อสาร รูปแบบ เนื้อหาและช่องทางในการสื่อสาร

ประการที่สุดท้ายการขาดความเข้าใจในบทบาทและการสร้างและรักษาคุณสมบัติที่จำเป็นของนักการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วม ดังจะขอนำเสนอพอสังเขปในรูปของตารางดังต่อไปนี้

ตารางที่ 3: บทบาทของนักการสื่อสารและคุณสมบัติของนักสื่อสาร (Freire, 2005)

 

บทบาทของนักสื่อสาร

คุณสมบัติของนักสื่อสาร

  • ช่วยเอื้ออำนวยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เชิงวิพากษ์ (Critical Creativity) และการปฏิบัติการผ่านกระบวนการของการค้นหาและสะท้อนความคิดที่เกี่ยวกับปมประเด็นปัญหาและทางออกของชุมชน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผลลัพธ์ของความคิดสร้างสรรค์เชิงวิพากษ์ดังกล่าวและการปฏิบัติการจ่างๆของชุมชนให้บุคคลภายนอกได้ร่วมรับรู้ในวงกว้าง
  • ควรเป็นผู้ที่มีทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคลรวมทั้งเป็นผู้ที่มีความน่าไว้วางใจ มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นและความเข้าใจในชุดค่านิยมต่างๆของชุมชน
  • ต้องมั่นใจว่าสามารถเอื้อต่อการสร้างพัฒนาทีมและการทำงานเป็นกลุ่มเพื่อการพัฒนาร่วมกัน
  • ควรเป็นผู้มีทักษะทางด้านของการบริหารกระบวนการของกลุ่ม อาทิ การกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมนั้นสามารถออกความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม และมีความยืดหยุ่นในด้านการประเมินและแก้ไขปัญหา รวมทั้งทักษะด้านการบริหารจัดการการวางแผน
  • รู้จักถามคำถามในการกระตุ้นให้เกิดการสะท้อนความคิดต่อกระบวนการการพัฒนาของกลุ่มมากกว่าเป็นการเน้นการนำเสนอความคิดเห็นของตนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทางออกปัญหา
  • ควรมีความรู้ในด้านหลักการการสื่อสารและขั้นตอนการจัดการชุมชน (Community Organization) อันประกอบด้วยการทำงานร่วมกับชุมชน การให้อำนาจกับชุมชนโดยเน้นการมีส่วนร่วมและการปรับความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของอำนาจและการลดหลั่นทางอำนาจโดยเน้นการมีส่วนร่วม
  • เน้นการสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ร่วมกันด้วยกันแบ่งปัน อัดฉีดข้อมูล ความรู้
  • ควรมีทักษะในด้านการสอนเพื่อการถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งทักษะการกระตุ้นและรังสรรค์ให้เกิดความคิดเชิงวิพากษ์ในกลุ่ม
  • เน้นการวางแผนการปฏิบัติการใดๆด้วยการมีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือของชุมชน
  • ควรมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและความรู้เชิงประยุกต์ทางเทคนิค โดยมุ่งมองว่ากระบวนการพัฒนานั้นเป็นกระบวนการที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-centered Process)

 

 

 

บทสรุปส่งท้าย

              บทความนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการนำเสนอประเด็นหลักคือการให้อรรถาธิบายว่าด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องแนวคิดว่าด้วยการมีส่วนร่วมว่าเป็นทั้งเป้าหมายและเครื่องมือของการพัฒนาชุมชนซึ่งนับว่ามีความสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน ช่วยให้มีบรรยากาศแห่งการรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคม รวมทั้งการอภิปรายแนววิถีของการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมที่เน้นให้เห็นถึงการเสริมพลังให้อำนาจกับการสร้างและรับฟังเสียงแห่งประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร การรับฟังความคิดเห็นการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจและพัฒนาศักยภาพในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ที่สำคัญ ได้มีการนำเสนอให้มองการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นเงื่อนไขภายในตัวของตัวเองว่าด้วยความรู้คู่คุณธรรมของนักสื่อสารพัฒนา ทั้งนี้ แนวคิดเชิงสังเคราะห์เชิงวิพากษ์ทั้งเจ็ดประการอาจใช้เป็นกรอบแนวคิดที่อาจนำไปประยุกต์ใช้กับการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนผ่านการสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการศึกษาปมประเด็นปัญหาหรือประเด็นใดๆที่เป็นข้อจำกัดของกระบวนการพัฒนาชุมชนแบบเน้นการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ หากสามารถพิจารณาแนวคิดต่างๆร่วมกับการพิจารณาปัญหาอย่างเป็นระบบตามที่ผู้เขียนบทความนี้ได้นำเสนอไปแล้ว ก็หวังว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มภาคีพัฒนาและนักสื่อสารพัฒนาได้ตามควร


 

บรรณานุกรม/References

Berrigan, F. (1979). Community communications. The Role of Community Media in Development, Paris: UNESCO.

Bessette, G. (2004). Involving the community. Canada. IDRC and Penang: Southbound

Castello, D. & Braun, P. M.  (2006). Use of participatory methods for active involvement of all partners in communication, online full text: Fttp://ftp.fao.org/docrep/fao/009/a0892e/a0892e00.pdf

Cooke, B. & Khatari, U.  (2001).  Participation: The new tyranny? (Eds.). London: Zed Books.

Cornwall, A. (2007).  Buzzwords and fuzzwords: Deconstructing development discourse. Development in Practice, 17, 471-484.

Dervin, B., & Frenette, M. (1987). Sense-Making Methodology: Communicating

           communicatively with campaign audiences. In Ronald E. Rice and Charles K. Atkin

           (Eds.). In Public Communication and Campaign, London: Sage.

Freire, P. (1983). Pedagogy of the oppressed (Rev.ed).  New York, NY: Continuum.

Freire, P. (1994). Pedagogy of the hope. New York: Continuum.

Freire, P. (2005) Community Organizing, cited in UNICEF, Strategic Communication.

McGuire, W. J. (1987). Input and output variables currently promising for constructing persuasive communication .  In Ronald E. Rice and Charles K. Atkin (Eds.)., In Public Communication and Campaign, London: Sage.

Manoncourt, E.  (2002). Strategic communication in the context of a shifting development paradigm. Presented at the Experts’ Consultation on Strategic Communication for Behavior and Social Change in South Asia, New Delhi, India

Molleda, J.C., Martinez, B. A., & Suaraz, A. M. (2008). Building Multi-sector partnerships for progress with strategic, participatory communication: A Case Study from Columbia.Anagramas, Vol. 6 (12), pp. 107-128.

Schuftan, C. (1996). The Community development dilemma: What is really empowering? Community Development Journal, Vol. 31(3), pp. 260-264.

Servaes, J. (1991). “Toward a New Perspective for Communication and Development” in F. L.

           Casmir (Ed.), Communication in Developmen , pp. 51-86.

Servaes, J. & Arnst, (1999). S.  Principles of participatory communication research: Its strengths and weaknesses (Ch.4).In T. Jacobson & J. Servaes (Eds.), Theoretical approaches to participatory communication (pp. 107-130). NJ: Hampton Press.

Stohl, C., & Cheney, M. (2001). Participatory processes/paradoxical practices: Communication and the dilemmas of organizational democrazy.  Management Communication Quarterly, 14, pp. 349-407.

Uphoff, N.  (1985). Fitting projects to people. In M. Cernea (Ed.), Putting people first: Sociological variables in rural development (pp. 369-378). Oxford: Oxford University Press

UNICEF. (2005). Strategic communication. Regional Office for South Asia

เกษม วัฒนชัย, น.พ. ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง”. เนื่องในพิธีเปิด “ชมรมเศรษฐธรรม”(The Economic Justice Club). สถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์. วันพุธที่ 12 มกราคม 2548ณ ห้องสโมสรปัญญา ตำหนักใหญ่ วังเทวะเวสม์ ธนาคารแห่งประเทศไทย.

จุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต. (2551). วัฒนธรรม การสื่อสารและอัตลักษณ์ (Culture, Communication, and Identity). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 2, 333 หน้า

จุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต. (2550). ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: การตีความเชิงวิพากษ์ว่าด้วยมิติทางวัฒนธรรมจากมุมมองหลังสมัยใหม่. หนังสือวิชาการศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ประเวศ วะสี. เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม: แนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจสังคม.กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน, 2542.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. (2554). สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559). สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

 

 

 

ปี 2560

 

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการประจำปี 2560 เรื่อง "พัฒนบริหารศาสตร์กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" 

 

 

 

ปี 2559

 

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาประจำปี 2559 เรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับสถาบันอุดมศึกษา"   โดย

 

1. รศ.ดร.วิชิต หล่อจีระชุณห์กุล และรศ.ดร.จิราวัลย์ จิตรถเวช

2. ผศ.ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล

3. ผศ.ดร.ประสพโชค มั่งสวัสดิ์ และอาจารย์ ดร.นิรมล อริยอาภากมล

4. ผศ.ดร.ณดา จัทร์สม

5. ผศ.ดร.อาแว มะแส

6. รศ.ดร.จุพาพรรธ์ ผดุงชีวิต 

 

 

ปี 2558 บทความวิจัย "ความรู้และคุณธรรมกับการบริหารการเปลี่ยนแปลง"

 

ลำดับที่    หัวข้อเรื่อง
 1.

   คุณธรรมกับการบริหาร : มิติด้านสถาบันทางเศรษฐกิจ

   ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี

2.

   คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

   ผศ.ดร.ณดา จัทร์สม

3.

   ฐานข้อมูลเพื่อความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ

   รศ.ดร.วิชิต หล่อจีระชุณห์กุล

   รศ.ดร.จิราวัลย์ จิตรถเวช

4..

   บทบาทของชุมชนในการพัฒนาคุณธรรมในสังคมชนบทไทย

   ผศ.ดร.อาแว มะแส

5.

   การสื่อสารคุณธรรมและความรู้: การวิเคราะห์เชิงอุปนัยว่าด้วยความเป็นพหุนิยมทาง

   วัฒนธรรมของอัตลักษณ์อาเซียน

   รศ.ดร.จุพาพรรธ์ ผดุงชีวิต 

6.

   Moral Deficit and Economic Development

   ผศ.ดร.ประสพโชค มั่งสวัสดิ์

   อาจารย์ ดร.นิรมล อริยอาภากมล

7.

   ความพอเพียงของการศึกษาไทย

   ผศ.ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล

 

 

ปี 2556 บทความวิจัย "ภูมิคุ้มกันเพื่อการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน"

 

ลำดับที่    รายการหัวข้อเรื่อง
1.

   การใช้ข้อมูลเพื่อการจัดการความเสี่ยง

   รศ.ดร.วิชิต หล่อจีระชุณห์กุล

   รศ.ดร.จิราวัลย์ จิตรถเวช

2.

   สวัสดิการสังคมเพื่อภูมิคุ้มกัน

   ผศ.ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล 

3.

   บทบาทของชุมชนในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.อาแว มะแส

4.

    ตัวแบบการสื่อสารความเสี่ยงแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง :

    การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน องค์กรและสังคม 

    รศ.ดร.จุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต

5.

   ภูมิคุ้มกันระบบเศรษฐกิจมหภาคไทย

   ผศ.ดร.ประสพโชค มั่งสวัสดิ์

   อาจารย์ ดร.นิรมล อริยอาภากมล

6.

   การดำเนินงานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในระบบราชการ

   รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

 

 

บทความวิจัย "เรื่อง 15 ปี จากวิกฤตเศรษฐกิจ : เศรษฐกิจพอเพียงกับความยั่งยืนของสังคมไทย"

 

ลำดับที่

    รายการหัวข้อเรื่อง

 

    แนวคิดการพัฒนา และการทรงงานเชิงพัฒนา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ดร. จิรายุ  อิศรางกูร ณ อยุธยา

 

    พื้นฐานความคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

    ดร. สุเมธ  ตันติเวชกุล

 

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง: ความเป็นมาและความหมาย

    ศ.ดร. ณัฏฐพงศ์  ทองภักดี

 

    การพัฒนาตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน

    รศ.ดร. วิชิต  หล่อจีระชุณห์กุล

    รศ.ดร. จิราวัลย์  จิตรถเวช

 

    การสื่อสารแบบเน้นการมีส่วนร่วมเพื่อความสมดุลและยั่งยืน

    รศ.ดร. จุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต

 

    ธุรกิจกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    ผศ.ดร. ณดา จันทร์สม

 

    นโยบายสาธารณะกับการพัฒนาชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชนบท
    ผศ.ดร. อาแว  มะแส

    ดร. ณัฐวัชร เผ่าภู่

 

    รัฐกับการพัฒนาทุนทางสังคม

    ผศ.ดร. อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล

 

    ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง นิด้า กับ การวิจัยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    ศ.ดร. ณัฏฐพงศ์  ทองภักดี 

 

   เศรษฐกิจไทย 15 ปีหลังวิกฤติ: พอเพียงหรือยัง?

   ผศ.ดร. ประสพโชค มั่งสวัสดิ์

   อ.ดร. นิรมล อริยอาภากมล 

 

 

ผู้สนับสนุนการวิจัย     ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง

ปีที่วิจัย     2554

ผลงานวิจัยประกอบด้วย  8  เรื่อง  ดังนี้

 

¤

    รายการหัวข้อเรื่อง

1

    การพัฒนาตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน

    รศ.ดร.วิชิต  หล่อจีระชุณห์กุล

    รศ.ดร.จิราวัลย์  จิตรถเวช

2

    โครงการนำร่อง: การศึกษาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่มีชุมชนเป็น           

    ตัวขับเคลื่อน: กรณีศึกษาโครงการปิดทองหลังพระจังหวัดน่าน

    รศ.ดร.จุฑาพรรธ์  ผดุงชีวิต

3

    บ้านแสงวิมาน: ตัวแบบของชุมชนมุสลิมที่พัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ผศ.ดร.อาแว  มะแส

4

    ทุนทางสังคมกับการพัฒนา: มโนทัศน์และการวัด

    ผศ.ดร.อมรรัตน์  อภินันท์มหกุล

5

    เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อทฤษฎีการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ผศ.ดร.ประสพโชค  มั่งสวัสดิ์

6

    ความเหลื่อมล้ำกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ดร.นิรมล  อริยอาภากมล

7

    เศรษฐกิจพอเพียงกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ

    ศ.ดร.ณัฏฐพงศ์  ทองภักดี

8

    เศรษฐกิจพอเพียงกับการปฏิรูปธุรกิจ

    ผศ.ดร.ณดา  จันทร์สม

 

 

ผู้สนับสนุนการวิจัย    ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง

ปีที่วิจัย    2553

ผลงานวิจัยประกอบด้วย  9  เรื่อง  ดังนี้

 

¤

    รายการหัวข้อเรื่อง

1

    การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร. อาแว  มะแส

2

    องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน

    ผศ.ดร. ประสพโชค  มั่งสวัสดิ์

    ผศ.ดร. อมรรัตน์  อภินันท์มหกุล

3

    การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาองค์การ

    ผศ.ดร. สมบัติ  กุสุมาวลี

4

    การบริหารการพัฒนา: ทฤษฎีและแนวคิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    ผศ.ดร. ไพโรจน์  ภัทรนรากุล

5

    ตัวแบบการพัฒนาคนบนฐานของความแตกต่างเพื่อความสมดุลและยั่งยืน

    รศ.ดร. จิรประภา  อัครบวร

6

    การพัฒนาตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน

    รศ.ดร. วิชิต  หล่อจีระชุณห์กุล

    รศ.ดร. จิราวัลย์  จิตรถเวช

7

    การสื่อสารกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาที่มีชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน

    รศ.ดร. จุฑาพรรธ์  ผดุงชีวิต

8

    Development of Corporate Employee Learning Model that Enhances Desirable

    Values following the King's Footprints

    รศ.ดร. มณีวรรณ  ฉัตรอุทัย

9

    บทความสรุปและข้อเสนอกลุ่มโครงการวิจัย

    ศ.ดร. ณัฏฐพงศ์  ทองภักดี

 

 

ผู้สนับสนุนการวิจัย    ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง

ปีที่วิจัย    2552

ผลงานวิชาการที่นำมาจัดพิมพ์มีจำนวน  14  บทความ โดยแบ่งออกเป็น  4  ส่วน ดังนี้

 

¤

    รายการหัวข้อเรื่อง

ส่วนที่  1

                       

    หลักการทรงงาน และหลักคิด ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกอบด้วย

    •   แนวคิดการพัฒนา และการทรงงานเชิงพัฒนา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

            ดร. จิรายุ  อิศรางกูร ณ อยุธยา

    •   พื้นฐานความคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

            ดร. สุเมธ  ตันติเวชกุล

ส่วนที่  2

    กรอบแนวคิดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    •   โลกาภิวัตน์กับการพัฒนาแบบยั่งยืน ตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

            รศ.ดร. จุรี  วิจิตรวาทการ

    •   วิกฤตเศรษฐกิจ  2540  และความเป็นมาของเศรษฐกิจพอเพียง

        เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

            ดร. ปรียานุช  พิบูลสราวุธ

    •   จากความมั่งคั่งถึงความเป็นอยู่ที่ดีและนิพพานในที่สุด: การพัฒนาจิตที่พ้นไปจาก     

        วิชาเศรษฐศาสตร์ ที่เป็นอยู่ไปสู่พุทธเศรษฐศาสตร์

            ศ.ดร. อภิชัย  พันธเสน

ส่วนที่  3

    การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง

    •   การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล

            ผศ.ดร. ณดา  จันทร์สม

    •   การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน

            นายพงศา  ชูแนม

    •   แนวทางปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

            ผศ.ดร. สุขสรรค์  กันตะบุตร

    •   ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับภาครัฐ

            ศ.ดร. ณัฏฐพงศ์  ทองภักดี

ส่วนที่  4

    กรณีศึกษา

    •   ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับภาคการเกษตร

            รศ.ดร. ธันวา  จิตต์สงวน

    •   ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการจัดการสิ่งแวดล้อม

            ท่านผู้หญิง สุธาวัลย์  เสถียรไทย

    •   บทสังเคราะห์การพัฒนาองค์การตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

            ผศ.ดร. สมบัติ  กุสุมาวลี

    •   เศรษฐกิจพอเพียง กับภาครัฐและภาคการเงิน

            ดร.กอบศักดิ์  ภูตระกูล   

ส่วนที่  5

    บทส่งท้าย

    •   ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือการพัฒนาคน

            รศ.ดร. อดิศร์  อิศรางกูร ณ อยุธยา

 

 

 

การพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือ เพื่อการพัฒนา

 

สังคมไทยที่สมดุล ยั่งยืน

cd

 

สำนักวิจัย และ ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

 

 

หัวข้อ/ประเด็น

 

ผู้วิจัย (Contributors)

 

1.  การพัฒนาชุมชนที่สมดุลและยั่งยืน ผศ.ดร. อาแว  มะแส

2.  คุณภาพของการพัฒนาประเทศ : ปัจจัยทางสังคมและ

     เศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิต

ผศ.ดร. ประสพโชค  มั่งสวัสดิ์

ผศ.ดร. อมรรัตน์  อภินันท์มหกุล

3.  การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาองค์การ ผศ.ดร. สมบัติ  กุสุมาวลี

4.  การบริหารการพัฒนา : ทฤษฏีและแนวคิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ผศ.ดร. ไพโรจน์  ภัทรนรากุล
5.  การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาคน รศ.ดร. จิรประภา  อัครบวร
6.  การพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

รศ.ดร. วิชิต  หล่อจีระชุณห์กุล

รศ.ดร. จิราวัลย์  จิตรถเวช

7.  การสื่อสารกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนบริหารศาสตร์

รศ.ดร. จุฑาพรรธ์  ผดุงชีวิต

8.  การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ของบุคลากรในองค์กร     

     เพื่อสานเสริมค่านิยมสร้างสรรค์ตามรอยพระยุคลบาท

รศ.ดร. มณีวรรณ  ฉัตรอุทัย

 

 

 

 

ผู้สนับสนุนการวิจัย    ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง

ปีที่วิจัย    2550

ผลงานของคณาจารย์ของสถาบันมี  ดังนี้

 

¤

    รายการหัวข้อเรื่อง

1

    การบริหารความเสี่ยงภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับภาคเอกชน

    ผศ.ดร. นฤมล  สอาดโฉม

2

    หลักเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล : ทฤษฎี และผลการวิจัย

    เพื่อสร้างดัชนีในแนวจิตพฤติกรรมศาสตร์

    รศ.ดร. ดุจเดือน  พันธุมนาวิน

    ศ.ดร. ดวงเดือน  พันธุมนาวิน

3

    ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการจัดการภาครัฐ

    ผศ.ดร. ไพโรจน์  ภัทรนรากุล

4

    ความพอเพียงที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนกับการจัดการร่วมสมัย ตัวแบบธุรกิจ "ล้นเกล้า"

    รศ.ดร. ผลิน  ภู่จรูญ

5

    ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาชุมชน

    อ.ดร. วิชัย  รูปขำดี

6

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารเศรษฐกิจ

    ผศ.ดร. ประสพโชค  มั่งสวัสดิ์   

7

    ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : การตีความเชิงวิพากษ์ว่าด้วยมิติทางวัฒนธรรม          

    จากมุมมองหลังสมัยใหม่

    รศ.ดร. จุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต

8

    การพัฒนาเงื่อนไขคุณธรรมของข้าราชการ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง

    ผศ.ดร. ณัฐฐา  วินิจนัยภาค

9

    คลังข้อมูลสำหรับการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    รศ.ดร. วิชิต  หล่อจีระชุณห์กุล

    รศ.ดร. จิราวัลย์  จิตรถเวท

    ผศ.ดร. ปราโมทย์  กั่วเจิรญ

10

    หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาองค์การ

    ผศ.ดร. สมบัติ  กุสุมาวลี

11

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการจัดการทรัพยากรดิน

    รศ.ดร. ธวัชชัย  ศุภดิษฐ์

12

    การประกันสังคมเกษตรกรเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    รศ.ดร. วิชิต  หล่อจีระชุณห์กุล

    ผศ. วีณา  ฉายฉิลปรุ่งเรือง

    ผศ.ดร. นฤมล  สอาดโฉม

13

    การบริหารการพัฒนา : บูรณาการตามกรอบปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    รศ.ดร. ณัฏฐพงศ์  ทองภักดี

14

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : ความเป็นมาและความหมาย

    รศ.ดร. ณัฏฐพงศ์  ทองภักดี

15

    Rethinking Sufficiency Economy

    Wichai  Turongpun

    Somchai  Likitkean

 

 

Contact Us

 

ชั้น 21 อาคารนวมินทราธิราช

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

 

118 ถนนเสรีไทย แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240

โทรศัพท์: 02 727 3606 , 02 727 3607

โทรสาร: 02 727 3605

E-mail Address: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 
 

Guests Online

มี 4 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์